วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ กับพรุ่งนี้ซึ่งไม่มีวันมาถึง


เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ
กับพรุ่งนี้ซึ่งไม่มีวันมาถึง

ปรีดา อัครจันทโชติ
คอลัมน์ คนกับหนังสือ นิตยสารสารคดี ปีที่ 23 ตุลาคม 2550 ฉ. 272

จริงๆ แล้วมันเริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องความรัก กฎที่กำหนดว่าควรจะรักใคร รักอย่างไร และรักได้มากแค่ไหน
“กระนั้น นั่นก็เป็นเพียงเป้าหมายที่น่าจะปฏิบัติได้ ในโลกการปฏิบัติที่ไร้ความหวัง” (หน้า ๓๗-๓๘)

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ (The God of Small Things) นวนิยายรางวัล Booker Prize ประจำปี ค.ศ. ๑๙๙๗ โดยนักเขียนสตรีชาวอินเดียนามว่า อรุณธตี รอย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วรรณกรรมอินเดียแนวที่เรียกว่า “บริติชอินเดีย” ด้วยเหตุที่มิใช่วรรณกรรมยุคใหม่ซึ่งแสดงสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยชุมชนยากไร้ ขณะเดียวกันก็มีอารยธรรมเก่าแก่น่าภูมิใจ ดังเช่นผลงานรพินทรนาถ ฐากูร  ภวานี ภัฏฏาจารย์ และคนอื่นๆ หากแต่ผลงานของ อรุณธตี รอย แสดงให้เห็นภาพสองด้านของสังคมอินเดีย ทั้งในมุมของวัฒนธรรมพื้นถิ่นและกลิ่นอายความฟู่ฟ่าแบบอังกฤษอันเป็นเจ้าอาณานิคม

ราเฮลกับเอสธาเป็นฝาแฝดเกิดจากไข่คนละฟอง ราเฮลเป็นน้องสาว ส่วนเอสธาเป็นพี่ชาย ทั้งสองอยู่ในครอบครัวของผู้มีอันจะกินที่ประกอบธุรกิจโรงงานผักดองในเมืองเค-ราลา ประกอบไปด้วย อัมมู (แม่)  จักโก (ลุง)  มัมมาจี  (ยาย)  และเบบี้ โกจัมมา (ยายน้อย)
สถานการณ์หลักของเรื่องคือเหตุการณ์ช่วงที่ราเฮลกับเอสธามีอายุ ๗ ขวบ เมื่อคุณหนูโซฟีกับมาร์กาเร็ตผู้เป็นลูกสาวและอดีตภรรยาของจักโกมาพักผ่อนที่อินเดีย กับเหตุการณ์ ๒๓ ปีต่อมา เมื่อราเธอกับเอสธากลับมาเยี่ยมบ้านเกิด
เหตุการณ์ในอดีต เหตุการณ์ในปัจจุบัน รวมถึงเหตุการณ์ที่เล่าภูมิหลังของตัวละครแต่ละตัว ถูกตัดสลับไปมาตลอดเวลาอย่างไม่เกรงใจผู้อ่าน โดยใช้น้ำเสียงที่เรียบนิ่งเสียดเย้ยอารยธรรมสลับกับน้ำเสียงเร่าร้อนแสดงความพลุ่งพล่านของอารมณ์มนุษย์
แม้ราเฮลกัลเอสธาจะเกิดจากไข่คนละฟอง แต่ทั้งคู่ก็มีความผูกพันลึกซึ้ง อาจกล่าวได้ว่าต่างฝ่ายต่างเป็นอีกครึ่งชีวิตและเป็นด้านตรงข้ามของกันและกัน ราเฮลนั้นเปิดตัวสู่โลกภายนอก เดินทางสู่ต่างประเทศ ใช้ชีวิตหวือหวา แต่ภายในใจกลับว่างเปล่า ขณะที่เอสธานั้นใช้ชีวิตเรียบง่าย ถนัดที่จะใช้ชีวิตเหมือนเป็นอากาศธาตุของคนรอบข้าง แต่ภายในใจนั้นกลับเต็มไปด้วยความสับสนครุ่นคิดและดูเหมือนจะมีราเฮลเพียงคนเดียวที่เข้าใจพี่ชายฝาแฝดของเธอ จนน่าเชื่อได้ว่าเวลา ๒๓ ปีที่ทั้งสองแยกกัน ราเฮลอาจรับรู้ความเป็นไปของเอสธา เหมือนกับที่เธอเคยมีความทรงจำร่วมกับเขาในสิ่งที่ “ตนไม่มีสิทธิ์จะรู้”
ตัวละครหญิงในเรื่องต่างเป็นตัวแทนของสตรีอินเดียในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคอินเดียดั้งเดิม มาจนถึงยุคบริติชอินเดีย และอินเดียแบบโลกาภิวัตน์ นอกเหนือจากราเฮลแล้ว ตัวละครหญิงอื่นต่างล้วนอยู่ในบ่วงแห่งความรัก และเป็นวัตถุรองรับอารมณ์เพศชาย หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นคนเก็บกด ไม่อาจเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกของตนออกไปได้
มัมมาจีเป็นตัวแทนของหญิงอินเดียในโลกเก่าที่ออกเรือนไปรองรับอารมณ์ของสามีที่ยึดติดกับหัวโขนแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของบุรุษเพศ พรสวรรค์ทางไวโอลินของเธอถูกปิดกั้น และกลายเป็นผลร้ายต่อชีวิตด้วยเหตุที่เธออยู่ในโลกที่สามีไม่ต้องการให้ภรรยามีอัตลักษณ์ของตนเอง
ขณะที่เบบี้ โกจัมมา คือตัวแทนของหญิงอินเดียยุคอาณานิคมอังกฤษ เธอหลงรักคุณพ่อมัลลิแกนผู้เดินทางมาเผยแผ่ศาสนา โดยมิอาจทำอะไรได้มากกว่าการเปลี่ยนไปนับถือนิกายคาทอลิกแล้วพร่ำเขียนบันทึกว่า “ดิฉันรักท่าน” ในยามที่เขาล่วงลับไปแล้ว เธอไม่ประสบความสำเร็จในความรักที่ผิดทำนองคลองธรรม แต่เธอก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นเพราะตัวเองมีความอดกลั้นต่อบาป นี่เป็นเหตุผลที่เธอมุ่งร้ายต่ออัมมู และสองฝาแฝดซึ่งกล้าทำอะไรตามอย่างใจคิด
ส่วนอัมมูผู้ตัดสินใจมีครอบครัวเพราะหวังเป็นอิสระจากพ่ออารมณ์ร้ายเพียงเพื่อจะได้รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหนีเสือปะจระเข้ หลังล้มเหลวจากชีวิตครอบครัวแล้ว เธอมักฝันถึงผู้ชายแขนเดียวที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์พร้อม หากว่าเปี่ยมด้วยเหตุผล รักเธออย่างจริงใจ และพร้อมจะปกป้องเธอ
ในกรณีของอัมมู การหย่าร้างถูกตัดสินจากบุคคลรอบข้างว่าเป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจมหันต์ ยิ่งการหอบลูกกลับมาอยู่บ้านเดิม ก็ยิ่งทำให้เธอหมดคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง เพราะแม้ว่าบิดาของเธอเองก็ไม่เชื่อว่า “ผู้ชายชาวอังกฤษ” ที่เป็นเจ้านายของสามีเธอจะกล้าทำเรื่องผิดศีลธรรม จนเป็นเหตุให้เธอหนีกลับมาพึ่งพิงบิดา
ครั้นเมื่อเธอสูญเสียจนแทบไม่มีอะไรให้สูญเสียอีก อัมมูจึงแปลสภาพเป็นระเบิดพลีชีพที่ไม่คำนึงถึงแบบแผนทางสังคมใดๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วผู้สูญเสียก็หาใช่ใครอื่น หากเป็นตัว “ระเบิด” นั่นเอง
สมาชิกในครอบครัวโกจัมมาล้วนเป็นพวกเก็บความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ต่างพยายามดิ้นรนต่อสู้ แต่ความแตกต่างคือ ตัวละครเพศชายอย่างปัปปาจีและจักโก อาจประสบภาวะบีบคั้นทางจิตใจจากโลกภายนอก ดังเช่นที่ปัปปาจีต้องเป็นทุกข์กับการถูกปฏิเสธการค้นพบแมลงชีปะชาวพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้เขาลาออกจากราชการอย่างไม่ไยดี ขณะที่จักโกเผชิญปัญหาการใช้ชีวิตในต่างแดน หรือกระทั่งช่วงเวลาที่อพยพกลับอินเดีย แต่เมื่อทั้งสองล้มเหลวจากโลกภายนอก พวกเขายังสามารถกลับสู่โลกภายใน (ครอบครัว) ซึ่งตัวเองเป็นใหญ่ และทำทุกอย่างได้ตามใจ (โดยมากมักลงที่ภรรยา หรือคนในครอบครัวที่เป็นหญิง)
ขณะที่ตัวละครเพศหญิงอย่างมัมมาจีและอัมมู ทำอะไรไม่ได้มากกว่าการอดทน แม้อัมมูกับมาร์กาเร็ตจะเผชิญชะตากรรมคล้ายคลึงกัน คือการหย่ากับสามี แต่ปลายทางของทั้งคู่กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง การหย่าร้างของมาร์กาเร็ตถือเป็นเรื่องปรกติของสังคมตะวันตก แต่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดียวกันของอัมมูกลับกลายเป็นความผิดและตราบาป  มาร์กาเร็ตสามารถแต่งงานใหม่ได้โดยปราศจากเสียงเย้ยหยัน แต่การต้องการเติมเต็มชีวิตใหม่ของอัมมูกลับถือเป็นมลทินแห่งชีวิต และกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เมื่อชายผู้นั้นคือบุรุษหนุ่มผู้มีศักดิ์แห่งความเป็นมนุษย์ต่ำกว่าชาววรรณะทั้งสี่
เมื่อกล่าวถึงตัวละคร ผู้เขียนเน้นถึงภาวะจำยอมที่ตัวละครต้องเลือกอยู่หลายตอน ไม่ว่าจะตอนที่สหายปิลไลบอกราเฮลที่กลับมาเยี่ยมบ้านว่า เธอมีทางเลือกเพียงแค่มีลูกสาวหรือไม่ก็ลูกชายเท่านั้น อัมมูจำต้องเลือกย้ายบ้านตามบิดามารดา ต้องเลือกที่จะเลิกเรียนหนังสือ ส่วนเวลุธาก็ต้องเลือกที่จะเป็นจัณฑาลที่ถูกเหยียดหยาม เมื่อใดที่ตัวละครต้องการจะสร้างทางเลือกของตนเองนอกเหนือจากทางเลือกที่สังคมกะเกณฑ์ให้ ตัวละครเหล่านั้นก็จะถูกดูหมิ่นจากสังคม พวกเขาจำเป็นต้อง “เลือก” ทางใดทางหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็จำเป็นต้องเลือกทางเลือกเดียวที่สังคมเปิดกว้างให้
ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับ “ทางเลือก” เหล่านี้ ล้วนเป็นตัวละครหญิงหรือไม่ก็คนวรรณะต่ำต้อย

เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ยังเสนอทัศนะว่าด้วยความขัดแย้งทางสังคมหลายระดับไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นกับกระแสโลกาภิวัตน์ (กลิ่นยากำจัดศัตรูพืชที่ซื้อจากเงินกู้ของธนาคารโลก เทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่ที่จักโกนำมา แต่ทำให้โรงงานผักดองตามแบบดั้งเดิมขาดทุน ฟ้อนกถักฬิถูกตัดทอนให้แสดงจบใน ๒๐ นาทีเพื่อเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมสำหรับนักท่องเที่ยว ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแสดงถึงความพยายามของโลกาภิวัตน์และทุนนิยมเสรีที่แทรกซึมเข้าสู่ประเทศที่มีกำแพงทางวัฒนธรรมแข็งแกร่งอย่างอินเดีย) ความขัดแย้งเหล่านี้ต่างยึดโยงกับระบบความเชื่อที่สำคัญ ๔ ระบบที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวในเล่ม (และสังคมอินเดียทั่วไป) นั่นคือศาสนาคริสต์นิกายซีเรียน ลัทธิคอมมิวนิสต์ โลกาภิวัตน์ และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบวรณะในศาสนาฮินดู
ระบบคิดเหล่านี้สัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน บ้างก็เหมือนจะประสานผลประโยชน์กันได้ แต่โดยมากมักขัดแย้งกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ทุกระบบความคิดต่างเป็นผลผลิตจากประวัติศาสตร์และอารยธรรมมนุษย์ เผ่าพันธุ์ที่เพิ่งสร้างอารยธรรมมาไม่นาน ดังเช่นที่จักโกอธิบายให้ราเฮลกับเอสธาในวัยเด็กฟังว่า โลกซึ่งมีอายุ ๔,๖๐๐ ล้านปีก็เปรียบได้กับผู้หญิงอายุ ๔๖ ปี อารยธรรทุกอย่างของมนุษย์นั้น “เพิ่งเกิดขึ้นในชีวิตของนางโลกเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง” (หน้า ๖๑)
ยิ่งอารยธรรมเข้มแข็งเพียงใด ก็ยิ่งเป็นการท้าทายต่อแรงทำลายที่หนักหน่วงทัดเทียมกัน เฉกเช่นกำแพงเหล็กกล้าที่ถูกกระหน่ำทั้งจากภายในและภายนอกในระหว่างยื้อยุดต่อสู้กันนี้เอง ผู้อาศัยอยู่ในบ้านย่อมหวาดผวาอย่างช่วยไม่ได้
ราเฮลกับเอสธาจึงเป็นตัวแทนของหนุ่มสาวอินเดียรุ่นใหม่ที่เติบโตท่ามกลางความขัดแย้งหลายระดับของสังคมอินเดียดังที่กล่าวมา ราเฮลเลือกที่จะหนีออกจาก “บ้าน” เพื่อให้ไกลความขัดแย้ง ขณะที่เอสธาเลือกที่จะอยู่ใน “บ้าน” หลังเดิมต่อไป โดยไม่ไยดีว่า “กำแพง” หน้าบ้านถล่มทลายแล้วหรือยัง
ผู้เขียนใช้บ้านประวัติศาสตร์แสดงถึงการดำรงคงอยู่ของประวัติศาสตร์และอารยธรรมอันยาวนานของมนุษย์ซึ่งมีความหมายนัยลบและเป็นอำนาจนิยม ดังที่กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ประวัติศาสตร์ได้ต่อรองเรียกร้องให้คนที่ทำลายกฏของมันต้องชดใช้” (หน้า ๖๒) และ “มนุษย์ยินดีที่จะทำลายสิ่งซึ่งเขาไม่อาจปราบให้เชื่อง และสิ่งที่เขาไม่อาจเชิดชูเป็นพระเจ้า” (หน้า ๓๔๒)
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้พวกจัณฑาลจะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ และเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เขาก็ไม่อาจสลัดคราบจัณฑาลไปพ้นตัวได้ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน แม้กระทั่งในสายตาของมาร์กซิสต์อย่างจักโกและสหายปิลไล

โลกในเค-ราลาจึงแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ โลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งความฝันของมนุษย์ผู้ทนทุกข์ โดยมีแม่น้ำและเรือลำน้อยเป็นตัวเชื่อมระหว่างโลกทั้งสอง การที่ “เขา” (เวลุธา) เปลือยกายข้ามน้ำในบทที่ ๑๕ จึงหมายถึงความพยายามปลดเปลื้องความเป็นจัณฑาลของตนไปสู่อีกโลกที่สดใสกว่า เพราะน้ำในแม่น้ำจะกลบรอยเท้าของเขาโดยมิต้อง “คลานถอยหลังเช็ดรอยเท้าตนเอง” ดังกฏของจัณฑาลในโลกแห่งความเป็นจริง
นอกจากนี้แม่น้ำและเรือยังเป็นตัวเชื่อมของราเฮลกับเอสธาในการเดินทางไปสู่โลกไกลบ้าน เมื่อพวกเขาถูกกดดันจากครอบครัว (คำตวาดของอัมมูที่ว่าหากไม่มีพวกเขา เธอก็จะมีชีวิตที่เป็นสุข เป็นเพียงจุดระเบิดของเชื้อไฟที่ก่อตัวมาก่อนหน้านั้น)

แม้ผู้เขียนพยายามท้าทายกฎเกณฑ์ทางสังคม โดยสร้างตัวละครขบถ ๒ คู่ ได้แก่ราเฮลกับเอสธา และอัมมูกับเวลุธา แต่ก็เป็นดังที่เธอกล่าวว่า มันเป็นเพียง “เป้าหมายที่น่าจะปฏิบัติได้ในโลกการปฏิบัติที่ไร้ความหวัง” ในเมื่อพวกเขาถูกตามล้างตามผลาญไปจนถึงโลกแห่งความฝัน การเดินทางมาสู่อีกโลกหนึ่งของฝาแฝดนั้นต้องเสียค่าโดยสารเป็นเครื่องสังเวยแก่แม่น้ำในราคาสูงลิบลิ่ว (นี่ยังไม่นับว่ามีคนรู้พฤติกรรมบางอย่างของพวกเขาแล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร) เช่นเดียวกับที่ระบบวรรณะยังอุตสาห์ตามไปฉุดกระชากเวลุธาออกมาจากโลกใบนั้น
เหตุการณ์เหล่านี้ดำเนินไปโดยไม่มีใครรู้ ยกเว้นแต่ค้างคาวตาบอดเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ อย่างเวลุธา ผู้เป็นที่รักของราเฮลกับเอสธาในยามกลางวัน และเป็นที่รักของอัมมูในยามกลางคืน จึงกลายเป็นเทพเจ้าแห่งการสูญเสีย และเป็นซากแห่งอารยธรรมอันรุ่งเรือง
เวลุธามีอุรัมบันเป็นตัวตนอีกภาคเฉกเช่นทุรคาเป็นอีกภาคของอุมาเทวี อุรัมบันคือตัวตนในภาคขบถที่เชื่อมั่นในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ล้มล้างระบบวรรณะโดยยึดถือคอมมิวนิสต์ ขณะที่เวลุธาคือภาคของชายหนุ่มผู้มากความสามรถและเป็นที่รักของครอบครัวนายจ้าง ดังนั้นเมื่อเอสธากลับมาหาราเฮลหัลจากเวลุธาถูกทำร้าย เขาตอบราเฮลว่า “ที่เธอพูดน่ะถูก ไม่ใช่เขาหรอก อุรัมบันต่างหาก” (หน้า ๓๕๕) แม้จะทำให้เด็กๆ หลอกตัวเองได้ว่าชายผู้เป็นที่รักของพวกเขายังปลอดภัย แต่ความหมายที่ตามมาก็คือความเท่าเทียมกันของมนุษย์ได้ถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ในตอนที่อัมมูกับเวลุธาแยกจากกันที่ริมฝั่งแม่น้ำ อัมมูได้กล่าวกับเวลุธาด้วยใจเปี่ยมความหวังว่า “พรุ่งนี้จ้ะ” แต่น่าเสียดายว่าพรุ่งนี้ของทั้งคู่ไม่มีวันมาถึง
พรุ่งนี้มิใช่เป็นเพียงวันพรุ่งนี้ของพวกเขาทั้งคู่ หากยังหมายถึงพรุ่งนี้ของมวลมนุษยชาติ!.

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

อรุณธตี รอย (ปฏิทินวรรณกรรม)





อรุณธตี รอย

ศิริธาดา กองภา
คอลัมน์ปฏิทินวรรณกรรม นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 29 ฉบับที่ 1 พ.ย. 2550

ซูซานนา อรุณธตี รอย (Susanna Arundhati Roy) นักเขียนและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพชาวอินเดีย เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๖๑ ณ เมืองเมฆาลัย มารดาของเธอ แมรี่ รอย (Mary Roy) เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ชาวคริสต์นิกายซีเรียแห่งเมืองเคราลา ส่วนบิดาเป็นเจ้าของไร่ชาชาวเบงกาลีและนับถือศาสนาฮินดู

วัยเด็กรอยใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองอเยเมเน็ม แคล้นเคราลา เข้าเรียนที่โรงเรียนคอร์ปุส คริสตี้ ในเมืองโกฐตะยัม และจบระดับอุดมศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ School of Planning and Architecture เมืองนิวเดลี เธอพบกัลสามีคนแรกซึ่งเป็นสถาปนิกที่วิทยาลัยแห่งนี้ แต่ทั้งคู่ก็ต้องหย่าร้างกันอีกไม่กี่ปีต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๘๔ รอยแต่งงานกับพราดิพ คริสเซ่น (Pradip Krishen) ผู้กำกับภาพยนตร์ เธอได้รับอิทธิพลจากสามีและหันมาสนใจงานในแวดวงจอเงินโดยแสดงภาพยนตร์และเขียนบทภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง

ปี ค.ศ. ๑๙๙๒ รอยเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก The God of Small Things (เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ –ฉบับภาษาไทย แปลโดย สดใส – สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก) ที่สะท้อนความขัดแย้ง ความศรัทธา ค่านิยม ขนบธรรมเนียม และสภาพสังคมอินเดียหลังยุคอาณานิคม โดยใช้เวลาเขียน ๔ ปี หลังจากนวนิยายตีพิมพ์และได้รับรางวัล  Man Booker Prize ในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญของอังกฤษ ชื่อ อรุณธตี รอย ก็กลายเป็นดาวจรัสแสงแห่งแวดวงวรรณกรรมในชั่วข้ามคืน ผลงานของเธอแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า ๓๐ ภาษา เรียกเสียงฮือฮาจากนักอ่านและนักวิจารณ์ทั่วโลก ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่ลึกซึ้ง คมคาย เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และอุปมา ราวกับสถาปนิกผู้บรรจงปั้นแต่งถ้อยคำ

หลังจากโด่งดังเป็นพลุแตกจากนวนิยายเรื่องแรก รอยหันหลังให้โลกวรรณกรรม ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทองที่กำลังดาหน้าเข้ามา กระโจนใส่บทบาทของนักเคลื่อนไหวและวิพากษ์สังคม การเมือง ต่อสู้กับความไม่เสมอภาคในสังคมอินเดีย เช่น สนับสนุนนโยบายยุติการใช้ความรุนแรง จับ “ปากกา” เขียนบทความต่อต้านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ บทบาทนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ส่งผลให้รอยได้รับรางวัลด้านสิทธิเสรีภาพจากหลายสถาบัน อาทิ Lannan Foundation’s Cultural Freedom Award (2002), Sydney Peace Prize (2004), Sahitya Akademi Award (2006)

ปัจจุบันรอยยังเขียนบทความวิพากษ์สังคม การเมือง และเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มีผู้ยกย่องสรรเสริญ ก็ย่อมมีผู้ติฉินสาปแช่งเช่นกัน ทว่านักเขียนชาวอินเดียผู้นี้ไม่เคยหวาดหวั่น เธอกล่าวว่ายิ่งมีอุปสรรคเท่าไหร่ เธอก็แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น และเมื่อต้นปี ค.ศ. ๒๐๐๗ ที่ผ่านมา รอยก็ประกาศว่าเธอกำลังเขียนนวนิยายเรื่องที่ ๒ ซึ่งคงต้องคอยจับตาดูว่า นวนิยายเรื่องต่อไปจะสั่นสะเทือนแวดวงวรรณกรรมและผู้อ่านทั่วโลกได้อีกครั้งหรือไม่ .

......................................



โครงการสรรพสาส์น สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ได้ตีพิมพ์หนังสือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๕๐ และได้รับการตอบรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี จนมีโอกาสตีพิมพ์ครั้งที่ ๔ ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕  
เพื่อแบ่งปันการตอบรับ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ อย่างอบอุ่นให้นักอ่านได้หวนนึกถึงและบอกต่อกันอีกครั้ง จึงขอนำบทความ บทวิจารณ์ มาเผยแพร่ในโอกาสนี้

ด้วยมิตรภาพ
โครงการสรรพสาส์น สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เพลโต Introducing Plato


เพลโต : ผู้เป็นราชาแห่งปวงปราชญ์ตะวันตก
Introducing Plato


เดฟ โรบินสัน : เขียน
จูดี้ โกรฟส์ : ภาพประกอบ
ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา : แปล
โครงการสรรพสาส์น สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก : จัดพิมพ์
จำนวน : 184 หน้า
ราคา 200 บาท
ISBN 978-616-7296-87-6
.....

บทนำ

นานเท่าใดแล้ว ที่มนุษย์เพียรตั้งคำถามกับสรรพสิ่ง แลได้คำตอบมาเป็น ‘สัจจะ’ ไว้ยึดถือ ไว้ประกาศ ไว้ใช้แบ่งฝักฝ่ายกันบนฐานทวิลักษณ์อย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย ในแบบเดิม ๆ

ฉันคือแสงสว่าง แกคือเงามืด

นานเท่าใดแล้ว ที่มนุษย์บางแบบประกาศตนว่ามีปัญญาเป็นไทจากเทพซุส โดยท่องบ่นมนตราอย่างมีศิลป์ออกสื่อ สรรเสริญเทพชื่อ “ความเสมอภาค” “ประชาธิปไตย” “ความยุติธรรม” ฯลฯ ซึ่งดูเหมือนเป็นไปเพื่อประโยชน์แด่ชาวนครา ทว่าในความเงียบงันลับตา กลับปีนป่ายหัวประชาราษฎร์วงนอกสู่ชั้นบนแห่งความเหลื่อมล้ำอันพิศดารและเอารัดเอาเปรียบยิ่งขึ้นไป

มนุษย์เพียงตั้งคำถามกับสรรพสิ่งแบบเดิม ๆ และลงเอยกับคำตอบแบบเดิม ๆ แต่ยากนัก จักตั้งคำถามกับสิ่งที่หล่อหลอมเป็นตัว “ตน” กระทั่ง trans “form” และ ปลดพันธนาการแห่งความไม่รู้...ได้อย่างแท้จริง

ขอบคุณ Introducing Plato ที่เป็นเสมือนกระจกสะท้อนคำถามและคำตอบของมนุษย์ในอดีตซึ่งยังดำรงอยู่กับเราในปัจจุบันอย่างซ้ำซาก โดยมีคุณลักษณะเดิม ๆ ของมนุษย์เป็นปัจจัยหล่อเลี้ยง คุณลักษณะที่ถูกสถาปนาว่าเป็นแสงและเงา ทั้งที่เรายอมรรับและไม่ยอมรับว่าดำรงอยู่ในเรา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Introducing Plato ได้เผยความโยงใยของแสงเงาแห่งเราและผู้อื่นเหล่านั้น อีกความเชื่อมโยงของมนุษย์ในปัจจุบันและในอดีต ปัจเจกชนและรัฐ โครงสร้างเล็กและใหญ่ จิตและจักรวาล สสารและจิตวิญญาณ ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้จุดประกายความรักในปัญญาซึ่งอาจเป็นโทนสีไร้สีที่เร้นอยู่ในจิตไร้สำนึกร่วม

ความรักเช่นนั้นอาจช่วยปลอบโยนจิตวิญญาณซึ่งได้ถูกกระแทกกระเทาะอย่างเหี้ยมโหดรุนแรงระหว่างแสวงหาทางเดินและลอยคว้างอย่างโดดเดี่ยว เจ็บปวดอย่างบีบคั้นสุดทน ในความไม่รู้ ครั้งแล้วครั้งเล่า ประหนึ่งมิรู้จบ...

ภัทรารัตน์ สุวรรณวัฒนา
ผู้ไม่รู้
พ.ศ. 2554

……………………………………………………………………………………

ตัวอย่างหัวข้อ

ราชาแห่งปวงปราชญ์
โลกแห่งเอเธนส์
อคาเดมี
วิชาการอันสงบสุข
อารยธรรมกรีก
ศาสนาคณิตศาสตร์
อโพโลจี
อิทธิพลของโสกราตีสต่อเพลโต
บทนำสู่อตมรัฐ
ทัศนะเชิงอุดมการณ์ต่อศีลธรรม
ทำไมเพลโตจึงต้องมีแบบ
อะไรคือสิ่งสากล
ตำนานโลหะสี่แบบ
ภาษา ความคิด และสิ่งต่าง ๆ
เพลโตเป็นนักปรัชญาแบบไหน
ทฤษฎีการรับรู้ 
ฯลฯ


ทางฝึกตน ถนนธรรมะ (Dharma Road)

 


Dharma Road
โลดแล่นสู่การค้นพบตัวเองไปกับแท็กซี่วิถีพุทธ

ไบรอัน เฮย์ค็อค : เขียน
โตมร ศุขปรีชา : แปล
อนุสรณ์ ติปยานนท์ : เกริ่นนำ
โครงการสรรพสาส์น สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก : จัดพิมพ์
จำนวน : 256 หน้า
ราคา 200 บาท



จากถ้อยเกริ่นนำ

หนังสือ ทางฝึกตน ถนนธรรมะ ช่วยตอกย้ำโลกอันอดทนของพวกเขาให้ผมเห็นกระจ่างขึ้น 
ชายผู้นั่งหลังพวงมาลัยวันละกว่าสิบชั่วโมงนามไบรอัน ช่างเป็นมนุษย์ที่อัศจรรรย์เสียจริง 
ร่างกายที่ลิ้มรสแต่อาหารขยะเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด หูที่ฟังแต่สัญญาณเสียงเรียกจากศูนย์วิทยุ 
เท้าที่อยู่ที่คันเร่ง ตาที่สอดส่ายหาลูกค้าในดาวน์ทาวน์ 
อายตนะภายนอกของเขาอยู่บนท้องถนน มีแต่จิตใจภายในของเขาเท่านั้นที่อยู่ที่เซน 
หรือพูดให้ตรง อยู่ที่พุทธธรรมแบบมหายานที่เรียกว่า เซน

การอ่านหนังสือเล่มนี้จนจบเป็นความเพลิดเพลินอย่างยิ่งยวด 
แม้มันจะไม่ใช่ความเพลิดเพลินแบบที่เราเรียกว่าเอนเตอร์เทน 
หากแต่เป็นความเพลิดเพลินแบบเอดูเทน คือการให้ความรู้แบบร่าเริงใจ 
นับแต่บทนำที่ว่าด้วยการขับรถด้วยใจเปิดกว้าง อันเป็นการพูดถึงโกอานหรือปริศนาธรรมในเซน 
ว่าชีวิตนี้ช่างมีอะไรให้เราได้ขบคิดและใช้เป็นครูด้านศาสนธรรมมากเพียงใด 
เขาติดเครื่องรถและพาเราไปพบชีวิตหลังพวงมาลัยวันแล้ววันเล่า แต่เป็นวันแล้ววันเล่าที่ไม่เหมือนเดิม 
เขาเล่าถึงการต้องสู้กับภาวะจิตระส่ำระสายแม้ในยามที่งานมหาศาลรออยู่เบื้องหน้า 
เขาพาเราไปสู่ภาวะที่รู้จักพอและรู้จักประมาณค่าอาการกระหาย อยากได้ใคร่มี 
อันเป็นภาวะที่อุบัติขึ้นในโลกปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง การพูดถึงมรรคแปดในฐานะสัญญาณจราจร 
การพูดถึงการเริ่มต้นอาชีพเทียบเคียงกับจิตของผู้เริ่มต้นฝึกพุทธธรรม 
ที่อาจมีการหกล้มหกลุกอยู่ตลอดเวลา การเปรียบเทียบของเขาช่างอัศจรรย์ 
มันผ่านการขบคิด เข้าใจ และรับรู้ผลเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด

...

บทท้ายของหนังสือ เฮย์ค็อคเล่าถึงการนั่งลงเพื่อเขียนหนังสือเล่มนี้ 
เขาตระหนักว่านั่นคือช่วงเวลาที่ดีของตัวเขา แม้มันจะเริ่มต้นแบบธรรมดา 
แต่การได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ว่านี้พร้อมกับประสบการณ์ด้านพุทธธรรม 
ผู้โดยสาร คนบนถนน วิถีชีวิตที่เขาพบเจอ ความล้มเหลวที่เขาได้รับ 
นำเขามายังจุดนี้ จุดที่เขาคิดว่าควรจะแบ่งปันประสบการณ์ที่ว่า
แม้แต่การนั่งหลังพวงมาลัยในฐานะคนขับแท็กซี่ธรรมดา
ก็อาจพาคุณไปได้ไกลแสนไกลในด้านจิตใจและพุทธธรรม

ประโยคสุดท้ายในหนังสือของเขาน่าจะทดแทนทุกอย่างได้ชัดเจน 
รวมถึงความเห็นของผมด้วย 
...เอาหละ หวังว่าคุณคงสนุกกับการเดินทาง ลงจากรถออกไปข้างนอกดีๆ นะครับ 
ขอให้มีชีวิตที่ดี ในตอนนี้ ...

อนุสรณ์ ติปยานนท์
เชียงใหม่ ๒๕๕๕
.........................................................................................................................................................

สารบัญ

บทนำ : ขับรถด้วยใจเปิดกว้าง
๑. ติดเครื่อง
๒. โลกนี้ช่างเป็นทุกข์
๓. กระหายความยึดมั่น
๔. ทางด่วนแปดเลี้ยว
๕. จิตของไก่อ่อน
๖. ผมน่ะคิดดีนะ
๗. แผนบำรุงรักษาของคนขับแท็กซี่
๘. สนใจ สนใจ สนใจ
๙. นั่ง อย่าคิด
๑๐. หยุดและสูดกลิ่นกาแฟร้อน
๑๑. หาที่ยึด
๑๒. อุ-อุ-อุ-อุ
๑๓. ขับรถข้ามเมือง
๑๔. สิ่งที่ผมชอบ
๑๕. ถึงเวลาทำความสะอาด
๑๖. ตกแสงจันทร์
๑๗. จันทร์หม่น
๑๘. ขอบคุณ ขอบคุณ
๑๙. ชีวิตที่ถูกต้อง
๒๐. เมตตาน่ารัก-น่ารัก
๒๑. ฟังเรื่องนี้สิ
๒๒. บนหนทางสู่ความรุนแรงบนท้องถนน
๒๓. หาเรื่องคนขับแท็กซี่กันเถอะ
๒๔. ไม่มีอะไรให้กลัวมากนักหรอก
๒๕. แก๊งสังฆะ
๒๖. เมื่อมาเกยตื้น
๒๗. ขับเข้าไปในถนนปาร์ตี้
๒๘. กรรมแท็กซี่ชีช้ำกะหล่ำปลี
๒๙. ที่สุดปลายถนน
๓๐. อภิปรัชญาของผม
๓๑. แผนที่แลถ้อยคำ
๓๒. พระเจ้าซ่อนตัวอยู่ในการจราจร
๓๓. แสงสว่างขึ้น (หรืออย่างน้อยก็กะพริบ)
๓๔. คืนก่อนปีใหม่
บทสรุป : ถัดไปบนถนนสายนี้

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทักทายกับสายน้ำ

โครงการสรรพสาส์น สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก ใครจะจดจำเราได้บ้างนะ
นักอ่านน่าจะจดจำหนังสือเล่มเด่นของเราได้มากกว่า

..... เล็กนั้นงาม (Small is Beautiful)......
......เต๋าแห่งสุขภาพ......
......เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ.....
......เสรีภาพไม่ใช่การตามใจ.....
......นีล กบฏชั่วนิรันดร์......

อย่ากังวลใจไปเลย หากเรายังตั้งหน้าตั้งตาและตั้งใจ 
พิมพ์หนังสือดีๆ ออกมาทักทายผู้อ่านอย่างต่อเนื่อง
เราปลอบใจตัวเองเช่นนั้น

ทว่าความเงียบก็ทำให้เราเหงาใจมาหลายเพลา
ครานี้จึงจะขอสื่อสารกับแฟนๆ ผู้แสนดีบนพื้นที่ออนไลน์บ้าง
จะได้รำลึกความหลัง แบ่งปันหนังสือปกเก่าๆ 
ได้ร่วมรอคอยหนังสือเล่มใหม่ไปด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้
จึงได้มาทักทายกันในวันบางกอกน้ำหลาก
เพื่อขอบคุณที่ดูแลกันอย่างอบอุ่นเสมอมา


ปล. วันนี้เราได้หอบต้นฉบับจากสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก บางพลัด
มาซบอกสำนักงานกลางของมูลนิธิเด็ก ที่พุทธมณฑลสาย 4 
มาสนุกสนานกับการงานอันเป็นที่รักของเรากันเุถอะ 
^______________________________________^


LinkWithin

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...